skip to Main Content

Wildlife law enforcement and double standards

By Edwin Wiek – WFFT
March 15, 2012

A notorious wildlife trader was busted by the Natural Resources and Environmental Crime Division (NRECD) and Department of National Parks (DNP) in Sraburi province on March 8th, exactly a week ago. The man had no zoo license and could not provide any legal documents for the almost 300 wild animals such as 13 white lions, 5 tigers, 2 baby orangutans, 2 red pandas, 30 marmoset monkeys, camels and 30 more species of protected wildlife, the owner however said he needed 3 days to provide all documents as they were with his father in Sisaket province. Now 8 days after the raid all wild animals are still with the owner even though no paperwork was presented.

The raids by the Department of National Parks (DNP) on elephant tourist camps around the country made headline news as well. The DNP visited one elephant camp in Phuket and confiscated two baby elephants. Two camps in Sai Yok, Kanchanaburi were raided and 19 elephants were taken. By just raiding a few camps it was clear that the claims by some people that a huge number of captive elephants were without proper paperwork and taken from the wild were true. The director-general of the DNP, Damrong Phidet, said it was clear that probably hundreds of elephants were obtained illegal around the country and vowed to uphold the law to the maximum extend, going after the owners of these elephants and in particular the Surin elephant village, the Ayutthaya camps and all elephant camps North of Chiangmai. He stated that under his leadership the DNP would enforce the law without exception, no matter who they are or whom they know. The Director-general was quoted as saying that he would raid the Surin elephant village on the 5th of March; he also claimed that when any illegal wildlife or wild caught elephants were found he would immediately confiscate the animals as he had done with the rescued animals found at the Wildlife Friends Foundation Thailand (WFFT).

So here we are more than a month after the first raids against the Elephant Nature Park Foundation (ENP) and the WFFT, both charities who have been raided respectively 4 and 8 times by the DNP, and 103 animals were forcibly removed on immediate bases from the WFFT even though there was supporting legal paperwork. Damrong Phidet’s words were clear; “if any illegal wildlife is found we will confiscate it!” But mister Damrong’s words and actions have completely contradicted themselves; he now refuses to further raid and inspect elephant camps country-wide even though he knows that they house hundreds of illegally obtained elephants, and as more insult to injury he even refuses to confiscate almost 300 illegally imported and obtained wild animals from an illegal wildlife trader that has openly said he imports and exports wildlife for zoos. The CITES (Convention on International Trade in Endangered Species) office in Bangkok has said they never issued any import licenses for baby orangutans nor red pandas, making it clear they must have been imported illegally. For any of the other 200+ animals there is no proof of legal ownership as well.

With less than 12 months to go before the DNP and the Thai government will host the next international CITES meeting with over 190 countries attending a boiling question will be how suitable Damrong Phidet’s department is to host this international meeting? With hundreds of illegally kept wild caught elephants around the country, some poached from the wild within Thailand and some smuggled in from neighboring countries such as Burma we have an issue that needs to be acted upon. With illegal wildlife traders in Thailand openly stating that they (illegally) import and export wildlife protected under the CITES convention, and when caught by the authorities even being allowed to keep these wild animals, we have an issue that completely undermines the principals of the international CITES convention.

Instead of going after poachers and illegal wildlife traders, Damrong chooses to attack charities such as ENP and WFFT for reasons only known to anyone but himself, taken rescued wild animals hostage as a way to silence the voice of those who sincerely care about the protection of animal rights and wildlife conservation.

——

ความ 2 มาตรฐานของการบังคับใช้กฎหมาย
โดย เอ็ดวิน วีค – มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า 15 มีนาคม 2555

บก.ปทส (กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้บุกเข้าจับกุมขบวนการค้าสัตว์ป่าชื่อดังที่จะหวัดสระบุรี เมื่อวันที่ 8 มีนาคม หรือ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าของสัตว์เหล่านี้ไม่มีใบอนุญาตตั้งสวนสัตว์ และไม่สามารถแสดงเอกสารที่ถูกต้องตามกฎหมายในการครอบครองสัตว์ป่าเกือบ 300 ตัว เช่น สิงโต 13 ตัว เสือ 5 ตัว ลูกลิงอุรังอุตัง 2 ตัว แพนด้าแดง 2 ตัว ลิงมาร์โมเส็ท 30 ตัว อูฐ และสัตว์ป่าคุ้มครองอีกกว่า 50 ชนิด แต่เขาได้ขอเวลา 3 วัน เพื่อที่จะรวบรวมเอกสารซึ่งอ้างว่าอยู่ที่บิดาในจ.ศรีสะเกษ และตอนนี้ก็ผ่านไป 8 วันแล้วนับจากวันที่จับกุม สัตว์ทั้งหมดยังคงอยู่กับเจ้าของ แม้จะไม่มีการนำเอกสารหลักฐานใดๆมาแสดงก็ตาม

การบุกเข้าจับกุมปางช้างต่างๆทั่วประเทศโดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ก็เป็นข่าวดังในช่วงนี้เช่นกัน กรมอุทยานได้บุกเข้าตรวจค้นและยึดลูกช้าง 2 ตัวจากปางช้างแห่งหนึ่งในจ.ภูเก็ต เช่นเดียวกับปางช้าง 2 แห่งในอ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ซึ่งถูกจับกุมและยึดช้างไปเป็นจำนวน 19 ตัว เห็นได้ชัดว่าเพียงบุกจับกุมปางช้างไม่กี่แห่ง ก็สามารถยืนยันข้อกล่าวหาที่ว่ามีช้างป่าจำนวนมากถูกล่ามาจากป่าอย่างผิด กฎหมายได้แล้ว

นายดำรงค์ พิเดช อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้กล่าวว่า เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าช้างป่านับร้อยถูกจับมาอย่างผิดกฎหมายจากทั่วทั้ง ประเทศ และตนขอปฎิญานว่าจะยืนหยัดอยู่ข้างกฎหมายให้ถึงที่สุดโดยการจับกุมเจ้าของ ช้างเหล่านี้ โดยเฉพาะหมูบ้านช้างสุรินท์ เพนียดช้างอยุธยา และปางช้างทั่วทั้งตอนเหนือของเชียงใหม่ อธิบดียังแถลงว่า ภายใต้การบริหารงานของตน กรมอุทยานจะปฎิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหน หรือมีเส้นสายอย่างไรก็ตาม อธิบดีเคยกล่าวไว้ว่าจะบุกเข้าจับกุมหมู่บ้านช้างสุรินท์ ไนวันที่ 5 มีนาคม และยังยืนยันว่า ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ป่าผิดกฎหมาย หรือช้างป่าที่ถูกล่ามา หากพบที่ใดจะยึดทันที เหมือนกับที่ยึดสัตว์ป่าที่ถูกช่วยเหลือมาจากมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า (WFFT)

ขณะนี้ผ่านมาเป็นเวลาเกินกว่า 1 เดือนแล้ว หลังการบุกจับกุมครั้งแรกที่ศูนย์อนุรักษ์ช้างเนเจอร์ปาร์ค และมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า องค์กรการกุศล 2 แห่งนี้ถูกกรมอุทยานบุกมาแล้ว 4 และ 8 ครั้ง และสัตว์ 103 ตัวถูกขนย้ายไปจากมูลนิธิอย่างฉับพลันทันที แม้จะมีเอกสารที่ถูกกฎหมายมาแสดงก็ตาม

อธิบดีดำรงค์ พิเดชกล่าวไว้ชัดเจน “ถ้าพบสัตว์ป่าตัวไหนผิดกฎหมาย ก็จะยึด!” แต่คำพูดกับการกระทำของคุณดำรงค์กลับขัดแย้งกันเอง จากที่ตอนนี้อธิบดีเลิกบุกเข้าตรวจสอบปางช้างต่างๆในประเทศ แม้จะทราบดีว่ามีช้างที่ถูกลักลอบล่ามาอยู่นับร้อยตัว และยิ่งน่าเจ็บใจ เมื่อท่านอธิบดีปฎิเสธที่จะยึดสัตว์ป่าของกลางเกือบ 300 ตัว ที่ถูกล่าและนำเข้ามาอย่างผิดกฎหมายโดยขบวนการค้าสัตว์ป่า ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้ส่งออกและนำเข้าสัตว์ให้สวนสัตว์ต่างๆ สำนักงานองค์การ CITES (อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดของสัตว์ป่าและพันธุ์พืชที่ ใกล้สูญพันธุ์) กล่าวว่า ทางองค์กรไม่เคยออกใบอนุญาติให้กับลูกลิงอุรังอุตังหรือแพนด้าแดง การนำเข้าสัตว์ 2 ชนิดนี้จึงผิดกฎหมายอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่สัตว์อื่นๆอีก 200 กว่าตัว ก็ไม่มีหลักฐานการครอบครองที่ถูกต้องเช่นกัน

อีกเพียงไม่ถึง 12 เดือน กรมอุทยานและรัฐบาลไทยก็จะเป็นเจ้าภาพการประชุมนานาชาติครั้งต่อไปของ CITES ซึ่งเป็นการประชุมที่มีประเทศเข้าร่วมกว่า 190 ประเทศ คำถามคือหน่วยงานของคุณดำรงค์ พิเดช มีความเหมาะสมเพียงไรกับการเป็นเจ้าภาพการประชุม ในเมื่อช้างป่าที่ถูกลับลอบล่ายังมีอยู่ทั่วประเทศ บ้างถูกล่ามาจากในไทย บ้างก็ถูกลอบส่งข้ามมาจากประเทศเพื่อนบ้านเช่น พม่า นี่เป็นประเด็นที่ควรจะมีใครสักคนรับผิดชอบ ในเมื่อขบวนการค้าสัตว์ป่าในประเทศไทยกล้าพูดอย่างเปิดเผย ว่าได้ลักลอบนำเข้าและส่งออกสัตว์ป่าที่ถูกคุ้มครองภายใต้อนุสัญญาCITES กระทั่งเมื่อถูกจับกุมก็ยังได้รับอนุญาตให้เก็บสัตว์ไว้ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับจุดประสงค์ของการประชุมนานาชาติ CITES อย่างสิ้นเชิง

แทนที่จะตามจับพวกลักลอบล่าและค้าสัตว์ป่า คุณดำรงค์กลับเลือกที่จะบุกเข้าหาองค์กรการกุศล อย่าง ENP และ WFFT ด้วยเหตุผลที่มีแต่ตัวเองเท่านั้นที่จะทราบ แล้วก็ยึดเอาสัตว์ป่าที่ได้รับการช่วยเหลือไปเป็นตัวประกัน เป็นการปิดปากกลุ่มคนที่ต้องการจะปกป้องสิทธิสัตว์และอนุรักษ์สัตว์ป่าโดย บริสุทธิ์ใจ

Back To Top